หากไม่มีที่ดินแล้ว เกษตรกรจะเป็นเกษตรกรอยู่ได้อย่างไร

Posted: August 30, 2009 by nettingtvs in Our Words

เขียนโดย มณีรัตน์ สัตยะเลขา มูลนิธิชีวิตไท
วันอังคาร ที่ 25 เดือนสิงหาคม พ.ศ.2552
ที่มา: www.thaivolunteer.org

2009_08_25_03

หากวันนี้รัฐบาลรับฟังปัญหาของเกษตรกรอย่างจริงจัง และร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เกษตรกรคงไม่ต้องขายที่นาให้นายทุนต่างชาติหรือแม้แต่นายทุนไทยอีกต่อไป ที่ดิน น้ำ อากาศ และเมล็ดพันธุ์ ถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการประกอบอาชีพการทำเกษตรกรรม หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วอาชีพนี้ดำรงอยู่ต่อไปได้ยาก เมื่อเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกิน แหล่งน้ำไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ เมล็ดพันธุ์ต้องซื้อหาจากบริษัทขนาดใหญ่ไม่สามารถเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ได้ แล้วต่อไปเกษตรกรไทยจะอยู่ได้อย่างไร

หากเราจะมาดูกันเฉพาะปัญหาที่ดิน ในปัจจุบันนี้เกษตรกรไทยได้สูญเสียที่ดินเป็นจำนวนมาก เนื่องมาจากการปัญหาหนี้สินของเกษตรกร จากระบบการผลิตที่มีต้นทุนการผลิตสูง ผลตอบแทนที่ได้รับจากการทำเกษตรไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (นี่ยังไม่รวมกับการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยในบางครอบครัว) ทั้งค่าปุ๋ยค่ายาค่าเมล็ดพันธุ์ต่างๆ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ล้วนมีราคาสูงทั้งสิ้น แต่พอสินค้าที่เกษตรกรผลิตได้กลับมีราคาถูก

บางปีเนื่องมาจากสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้ได้ผลผลิตน้อย หรือแม้กระทั่งผลผลิตไม่เพียงพอในการบริโภคในครัวเรือน เกษตรกรต้องแบกรับภาระหนี้สินปีแล้วปีเล่า จนหมดทางในการชำระหนี้ เหลือเพียงแค่ที่ดินผืนน้อยที่ใช้ทำเกษตรก็ต้องจำนอง หรือขายให้นายทุน ตนเองเปลี่ยนสถานะเป็นจากเจ้าของที่ดินเป็นเพียงผู้รับจ้าง หรือเช่าที่ดินของตนเองทำกิน

แต่พอถึงเวลาหนึ่งที่เจ้าของที่ดินตัวจริง ต้องการใช้ที่ดินนี้ไปทำประโยชน์อะไรสักอย่าง ตนก็จำต้องยอมเพราะสิทธิในที่ดินไม่ใช่ของเราอีกต่อไป เมื่อมาถึงจุดนี้เกษตรกรเหล่านี้ที่สูญเสียที่ดินจะทำอะไรต่อไป อพยพครอบครัวเข้ามาหางานในเมือง รับจ้างทั่วไป หรือเป็นลูกจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น คนตกงาน เนื่องมาจากคนที่ทำอาชีพเกษตรกรรมส่วนใหญ่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งในโรงงานส่วนใหญ่จะไม่รับคนเหล่านี้เข้าทำงาน และคนก็ไปรวมกันอยู่ในเมือง เพราะไม่มีที่ดินทำเกษตรก็ต้องออกมารับจ้างทั่วไปในเมือง จึงเป็นปัญหาให้ชุมชนเมืองเกิดการกระจุกตัว นี่ยังไม่รวมถึงปัญหาอาชญากรรมและปัญหาอื่นๆ ที่จะตามมา อันเป็นผลพวงจากการสูญเสียที่ดินทั้งสิ้น

นโยบายการปฏิรูปที่ดินในปี 2497 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีการจำกัดการถือครองที่ดินไม่เกิน 50 ไร่ และห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ภายหลังมายกเลิกในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกาศในคณะปฏิวัติฉบับที่ 19 วันที่ 13 มกราคม 2503 ยกเลิกการจำกัดการถือครองที่ดินเพื่อส่งเสริมให้เอกชนได้แสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรโดยไม่ได้มีมาตรการรองรับ จนโครงสร้างการจัดการทรัพยากรที่ดินเปลี่ยนแปลงไปจนเกิดปัญหาสั่งสมในปัจจุบัน[1]

เรื่องการถือครองที่ดินที่ไม่มีการจำกัดการถือครอง ทำให้เกิดการกว้านซื้อที่ดินทำกิน แล้วเกษตรกรต้องกลายเป็นแรงงานรับจ้างในไร่นาของตน ผลจากการที่มีนายทุนรายใหญ่เข้ามากว้านซื้อที่ดิน ซึ่งไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินเหล่านี้จะถูกแปรรูปเป็นอะไร ซึ่งข่าวที่กำลังเป็นที่ตื่นตัวในขณะนี้คือการซื้อที่ดินเพื่อขายให้ชาวต่างชาติซึ่งมีปรากฏใน จ.สุพรรณบุรี ว่ามีนายทุนต่างชาติซื้อที่นาของเกษตรกรหลายพันไร่ และมีการจ้างคนไทยดูแล โดยให้ทำนาแบบอินทรีย์ซึ่งราคาที่รับซื้อนั้นตกอยู่ที่ไร่ละ 5-6 หมื่นบาท และจะซื้อทีละมากกว่า 50 ไร่ขึ้นไป ซึ่งเน้นในแปลงใหญ่ๆ ที่ติดกัน[2]

สำหรับประเทศไทยแล้วนับว่าเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการทำเกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดิน และน้ำ ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยในการผลิตที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง แต่ถ้าวันนี้ระบบการผลิตของไทยกลับกลายไปอยู่ในมือของต่างชาติ ที่เป็นคนกำหนดว่าที่ดินตรงนี้จะต้องปลูกอะไร หรือใช้ประโยชน์อย่างไร อีกหน่อยคงไม่เหลือพื้นที่ที่เป็นของคนไทยอีกต่อไป คงไม่ผิดอะไรกับเมล็ดพันธุ์ที่ถูกจดสิทธิบัตรการเป็นเจ้าของเมล็ดพันธุ์โดยบริษัทยักษ์ใหญ่หลายๆ บริษัท ซึ่งเกษตรกรไม่สามรถเป็นผู้เก็บเมล็ดพันธุ์ได้ หากมีการเก็บไว้ถือว่าผิดกฎหมาย ทั้งๆ ที่เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกกันมาช้านานแล้ว ความหลากหลายทางพันธุกรรมค่อยๆ หายไป เป็นเพราะระบบการผลิตของเกษตรกรเอง หรือว่าการส่งเสริมจากทางภาครัฐที่มุ่งผลิตเพื่อการส่งออก ต่อไปประเทศไทยคงไม่ต่างจากการถูกเป็นเมืองขึ้นของชาวต่างชาติที่ถูกล่าอาณานิคมเรียบร้อยแล้ว

หากวันนี้รัฐจะช่วยเหลือเกษตรกรให้ชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คงต้องหันกลับมามองที่ระบบการผลิตว่าวันนี้เกษตรกรยังขาดปัจจัยในเรื่องใดบ้าง ที่จะสามารถช่วยให้เกษตรกรพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่การรอให้มีกองทุนฟื้นฟูฯ ต่างๆ ที่หวังว่าจะลดภาระแต่กลับเป็นการเพิ่มภาระหนี้สินของเกษตรกรขึ้นไปอีก หากวันนี้รัฐบาลรับฟังปัญหาของเกษตรกรอย่างจริงจัง และร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เกษตรกรคงไม่ต้องขายที่นาให้นายทุนต่างชาติหรือแม้แต่นายทุนไทยอีกต่อไป

**********

[1]เมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)นสพ.ผู้จัดการ 3 สิงหาคม 2552

[2]เสถียร ท้วมจันทร์ หนังสือพิมพ์โพสต์ทุเดย์ 13 สิงหาคม 2552

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Connecting to %s