
(From Left to Right) Pang / Che-Anne / Donald / Oo / Fridaus / Dang / Nga
ถึงวาระนี้จะไม่ได้ขึ้นโต๊ะ วงประชุมระดับผู้นำอาเซียน แต่เป็นเสียงสะท้อนความจริง จากคนอีกเจเนอเรชั่น ที่บรรดาผู้ใหญ่มักเบือนหน้าหนี
ภายใต้กรอบความร่วมมือ และนโยบายที่มุ่งเน้นให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง บนเวทีการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations) หรืออาเซียนซัมมิท (Asean Summit) นั้น ได้พัฒนาเนื้อหาการมีส่วนร่วมอันนำไปสู่การประชุมภาคประชาสังคมอาเซียน และงานมหกรรมประชาชนอาเซียน โดยการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 21-25 ตุลาคม 2552 ที่ชะอำ-หัวหิน เวทีภาคประชาชนทั้ง 2 เวที ก็ขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันด้วยในลักษณะ “เวทีเสวนาร่วม”
เนื้อหาสาระการหารือครั้งนี้ ไม่ได้เป็น “พื้นที่เปิด” เฉพาะ “ผู้ใหญ่” เท่านั้น แต่ยังมีมุมมองของ “ตัวแทน” เยาวชนอาเซียนมาร่วมเปิดประเด็นที่ทุกคนในอุษาคเนย์ต้องตั้งใจฟัง และคิดต่อ
อาเซียนต่างมุม
ระหว่างคืนของการ “เข้าค่าย” หาข้อสรุปสำหรับเวทีภาคประชาชน เออร์วิน (Erwin) ตัวแทนจากประเทศอินโดนีเซีย โดนัลด์สัน ตัน (Donaldson Tan) พลเมืองของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในสิงคโปร์ ออง มาร์ม โอ (Aung Marm Oo) นักศึกษาชาวพม่า แดง โควลี่ (Dang Quocly) จากเวียดนาม เฟร์ดาวส์ ซูคิฟิ ( Firdaus zolkihi) ของมาเลเซีย เอียน โซเชต (Ean Sochetn) เครือข่ายเยาวชนเพื่อสันติภาพ กัมพูชา เช-แอน มาตรีส (Che – Anne Matriz) ฟิลิปปินส์ มณีจันทร์ (นามสมมติ) เยาวชนที่ทำกิจกรรมด้านการรณรงค์เรื่อง เอดส์ ในลาว และ เสรี นาคสัมพันธ์ จากกลุ่มเยาวชนสร้างสรรค์ จ.สุราษฏร์ธานี ประเทศไทย ได้มาล้อมวงพูดคุยถึงอาเซียนในกรอบความคิดของแต่ละคน
ภาพรวมของการ “ตั้งวง” สะท้อนมุมมองต่อ “ปัญหา” ที่เกิดขึ้นในอุษาคเนย์ สิทธิเสรีภาพ การศึกษา คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม กลายเป็นหัวข้อต้นๆ ที่ทุกคนหยิบขึ้นมาเล่า
เยาวชนที่มีจำนวนกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของประชากรกว่า 2,000 ล้านคนในอินโดนีเซีย ล้วนมีปัญหาการเข้าไม่ถึงการศึกษา และนโยบายเกี่ยวกับเยาวชนของรัฐก็อยู่ในสภาพ “ขึ้นๆ ลงๆ”
การเรียนวิชาชีพใน สิงคโปร์ ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากสังคมทั่วไป แต่สถานศึกษาในระบบก็ไม่สามารถรับนักเรียนเข้าเรียนได้อย่างทั่วถึง องค์กรพัฒนาเอกชนเป็นของภาครัฐ ไม่ใช่ “เอ็นจีโอแท้” ปัญหาผู้สูงอายุกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่องๆ การปิดหูปิดตาประชาชนทำให้เสรีภาพของสื่อในสังคโปร์รั้งอันดับที่ 154 ของโลก
ลาว และพม่า ยังมีจุดอ่อนที่ระบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังไม่มีการบรรจุหลักสูตรเกี่ยวกับเพศศึกษาเข้าในระดับมัธยม ทำให้วัยรุ่นที่โตขึ้นมาขาดทักษะ และมีปัญหาสังคมจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ตามมา ชาวพม่าต้องเผชิญ “ภาวะเสรีภาพอันมืดมน” นับตั้งแต่การปฏิวัติเมื่อค.ศ.1962 ส่วน “กระแสการไหลบ่าของทุนนิยม” ยังคงสร้างผลกระทบอย่างต่อเนื่องให้กับหนุ่มสาวชาวลาว
กัมพูชา กำลังเผชิญกับภาวะการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ และการพัฒนาระบบการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจโลกยิ่งทำให้ปัญหาการว่างงานในประเทศรุนแรงขึ้น เช่นเดียวกับปัญหาชายแดนที่ยังไม่ได้รับการการแก้ไข
ที่ ฟิลิปปินส์ มียอดเด็กที่ไม่ได้เรียน และต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพิ่มขึ้นจาก 15 ล้านคน เมื่อพ.ศ.2546 เป็น 17 ล้านคนในปีนี้ (พ.ศ.2552) เพราะสัดส่วนของโรงเรียนรัฐบาลมีน้อยกว่าโรงเรียนเอกชนที่ทำตัวเหมือนนายธนาคาร และกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ของนักศึกษาถูก “จับตา” อย่างใกล้ชิด
สำหรับ ประเทศไทย การส่งเสริมการศึกษาให้ครอบคลุม และทั่วถึง เป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง รวมทั้งการศึกษาทางเลือกก็ยังจัดว่า “นอกหลักสูตร” ระบบการศึกษาอยู่
เวียดนาม กำลังจะกลายเป็นผู้รับเคราะห์ จากโครงการสร้างเขื่อนอีก 11 แห่งจากจีนจนถึงกัมพูชา ขณะที่รัฐบาลไม่ได้ใส่ใจกับประชาชนกว่า 17 ล้านคน ที่ใช้แม่น้ำโขงหล่อเลี้ยงวิถีเกษตรกรรมอยู่บริเวณดินดอนปากแม่น้ำ ขณะที่ มาเลเซีย ยังอยู่ใต้ร่มเงาประชาธิปไตยจากชนชั้นปกครอง และการเอาเปรียบทางด้านทรัพยากรจากชนชั้นสูงอยู่
ทั้งหมดเป็นเพียงบางเสี้ยวส่วนที่พวกเขารับรู้ในฐานะเยาวชนคนหนึ่งของประเทศ
อำนาจใน “มือน้อย”
การรวมตัวของกลุ่มเยาวชนอาเซียนในอุดมคติ คงไม่ใช่เฉพาะแค่สะท้อนปัญหา ชี้จุดบอดของประเทศให้ “ผู้ใหญ่” รับไม้ไปแก้ต่อเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาสิ่งที่บรรดา “คนข้างบน” ทำต่อเสียงสะท้อน “คนข้างล่าง” คือทำทีเหมือนจะสนใจ แล้วค่อยๆ ปล่อยให้เรื่องเหล่านั้น มลายหายไปกับสายลม บทบาท และการขับเคลื่อน ที่จะนำไปสู่การแก้ไขให้ “เห็นผล” ที่สุดจึงต้องนึกถึงเป็นเรื่องต่อมา
“ต้องเอาพลังเหล่านี้มาสร้างให้เป็นเครือข่ายกัน เพื่อทำให้เกิดพลังใหญ่” เสรีถ่ายทอดความคิดถึงก้าวต่อไปที่น่าจะทำได้
เขามองว่า จากปัญหาทั้งหมด และการขับเคลื่อนของแต่ละคนต่างมีจุดแข็งของตัวเองอยู่ หากนำจุดแข็งเหล่านั้นมาร้อยต่อ สร้างเป็นเครือข่ายขึ้นมา ก็น่าที่จะผลักดันให้เกิดความสั่นคลอนขึ้นในสังคมได้
“เราควรจะสร้างแล้วเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน เมื่อเครือข่ายเติบโต และแข็งแรงขึ้น ภาครัฐก็ต้องหันมามอง เขาจะเห็นว่ามันมีปัญหาบางอย่าง เหมือนอย่าง ทรัพยากรในชุมชนในประเทศไทย ที่ไม่จำเป็นต้องให้ภาครัฐลงมาจัดการให้ เมื่อชุมชนมีความเข้มแข็ง และมีกระบวนการจัดการ ชุมชนก็สามารถทำได้ ถ้าภาคประชาสังคมต่อเติมเต็มไปเรื่อยๆ สักวันปัญหาเหล่านี้ก็จะแก้ได้”
ด้าน เฟร์ดาวส์ วิเคราะห์ว่า ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนมีความเชื่อมโยงมาจากเศรษฐกิจ ทำให้เกิดช่องว่างทางสังคม หากเศรษฐกิจเข้มแข็งก็จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งเหล่านี้ และนำไปสู่การให้เวลาในการมีส่วนร่วมทางภาคประชาชน และจะมีการตรวจสอบรัฐบาลทั้งภายใน และภายนอก
“ผมมองไม่ต่างจากเฟดาวน์นะ” ออง มาร์ม เสริม แต่ถึงอย่างนั้น ข้อจำกัดในพม่าก็ยังคงอยู่เหนือเงื่อนไขเหล่านี้
“ที่นั่นเป็นประเทศเผด็จการทางการทหาร สิ่งที่ผมฝันถึงอย่างแรก คือรัฐบาลที่ปกครองโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ทุกวันนี้ ภายในประเทศจะจ่ายเงิน 80 เปอร์เซนต์เป็นของทหาร ผลิตโดยทหาร 0.5 สำหรับสุขภาพ และอีก 0.5 สำหรับการศึกษา ทำไมจีดีพีให้แก่ทหารมากขนาดนี้ ไม่มีโรงเรียนดีๆ ไม่มีโรงพยาบาล ถ้าต้องการพัฒนาการศึกษาสำหรับประชาชน เขาต้องลงทุนสำหรับระบบการศึกษา ตั้งแต่ประถมถึงมหาวิทยาลัย
“สำหรับอาเซียนในระดับข้าราชการ ผมอยากให้พวกเขามองว่า เยาวชนเป็นผู้นำของอนาคต ควรจะส่งเสริมเยาวชนโดยให้รัฐบาลของอาเซียนลงทุนกับเยาวชนมากกว่านี้ สิ่งที่อาเซียนพูดเสมอว่า เยาวชนคืออนาคตของชาติ ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะลงทุนให้มากกว่านี้ ถ้าเขาเชื่อจริงๆ ว่าเยาวชนเป็นอนาคต เขาต้องลงทุนเกี่ยวกับการศึกษา แล้วเยาวชนจะไปเป็นผู้นำได้ยังไงในเมือหัวเขาไม่มีอะไรเลย” เขาบอก
ส่วน เออร์วิน และ เช-แอน เสนอว่า การสร้างอัตลักษณ์ของความเป็นคนอาเซียนให้เกิดขึ้น รวมทั้งการเชื่อมโยงเครือข่ายร่วมผลักดันเรื่องที่ไม่พูดถึงแต่ละประเทศโดยเฉพาะ ก็จะสามารถสร้างยุทธศาสตร์อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยอีกทางหนึ่ง
แค่ไหนที่เป็นไปได้
มุมมองต่อปัญหา และแนวทางของ “คนรุ่นต่อไป” ที่วาดหวังความร่วมมืออันจะนำไปสู่การสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก ในความรู้สึกของ อนารีน เดอ ลูนา (Anelyn de Luna) Program Officer Altsean – Burma เพราะเยาวชนหมายถึงอนาคต
“อนาคตอยู่ในมือของพวกเขา เยาวชนจึงเป็นคนที่ต้องนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง ทุกวันนี้ อาเซียนพยายามที่จะเปลี่ยนโดยมีกฎบัตรอาเซียน แต่อย่างไรก็ตาม อาเซียนต้องให้ความสำคัญกับประเด็นที่บอกให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง เวลาเราพูดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เยาวชนก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาชน ดังนั้น เยาวชนจะต้องกระตือรือร้น และนำประเด็นของเยาวชนเข้าไปสู่อาเซียนให้ได้ เยาวชนจะต้องมีพื้นที่ในการประชุมที่เป็นทางการของอาเซียน เพราะเยาวชนจะต้องไม่แค่นำเสนอประเด็นของตัวเองอย่างเดียว แต่เป็นประเด็นอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม ผู้หญิง แรงงานอพยพ เด็ก เพราะมันก็อยู่ในภาคส่วนของประชาชนเช่นกัน”
ถึงอย่างนั้น หนทางก็ใช่ว่าจะก้าวผ่านไปได้ง่ายๆ ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี Representatire of Thailand ASEAN Govermental Commission on Human Right ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเรื่องอาเซียนมาหลายสิบปี ยังมองเห็นอุปสรรคอยู่อีก 2-3 ข้อที่ไม่อาจมองข้าม
“หนึ่ง-ผู้นำอาเซียนยังติดอยู่กับกรอบความเป็นอาเซียน มันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการประเทศสมาชิก หรือของอาเซียนเอง เพราะฉะนั้น เวลาที่เขาทำเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน เขาก็มีเรื่องเยาวชนเยอะนะ แต่เรื่องเยาวชนของเขา จะเป็นทางการมาก กลุ่มเยาวชนแบบที่ไม่เป็นทางการต่างๆ ก็จะไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนบนเวทีอาเซียนเท่าไหร่ ตรงนี้ถือเป็นอุปสรรค กระบวนการที่เป็นทางการทั้งหลาย
“สอง-ถึงแม้ว่าเราจะได้ยินเลขาธิการอาเซียนพูดอยู่เสมอว่า ต้องการผลักดันให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่เวลาที่เราพยายามสร้างความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ของอาเซียนที่เป็นเจ้าหน้าที่ราชการ เราจะเห็นว่ามีพื้นที่ไม่มาก ยังเป็นพื้นที่จำกัดอยู่มาก
“สาม-ภาษาถือเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ที่จะทำให้เราสามารถที่จะมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิก ระหว่างกลุ่ม อย่างถ้าเด็กไทยสามารถคุยกับเด็กเขมรได้ โดยไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เราคุยด้วยภาษาใดภาษาหนึ่ง ก็จะทำให้ความสัมพันธ์ลึกซึ้งมากขึ้น เหมือนกับคนที่อยู่ตามชายแดน ที่เขาจะพูดได้ 2 ภาษา ถ้าอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ภาษาไทยก็ได้ ภาษาเขมรก็ได้ ถ้าเราสามารถคุยกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีภาษาอื่นเป็นภาษากลาง จะทำให้ความรู้สึกที่ผูกพันต่อกันดีขึ้น แค่ 3 อย่างนี่มันก็ทำให้รู้สึกว่าผ่านไปยากแล้วนะ” ดร.ศรีประภาให้ความเห็น
0 0 0 0 0
ความเขียวชะอุ่มของใบไม้เพิ่งหมาดน้ำ กลิ่นฝนยังไม่ทันจาง ขณะที่ม่านฟ้ายังไม่เปิดดี บรรยากาศแบบนี้อาจทำให้ใครต่อใครหลงเวลาไปบ้าง ถึงล่วงสายมามากแล้ว แต่บางความเคลื่อนไหว ณ บริเวณลานดินกลับดูเชื่องช้าเหมือนเพิ่งลุกออกมาจากเตียง
“The game is Octopus เกมนี้มีชื่อว่า ปลาหมึก” ใครบางคนออกเสียงดังฟังชัด
หลังจากคำอธิบายของผู้นำกิจกรรม บรรดาผู้ตามทั้งที่รู้เรื่องและไม่รู้เรื่องก็เริ่มเรียกความกระปรี้กระเปร่าในตัวแต่ละคนกลับคืนมา ไม่นานนัก ความอลหม่านเล็กๆ ของกิจกรรม “ละลายพฤติกรรม” ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม และความสนุกสนาน กระทั่งคนสุดท้ายถูกจับได้ “วงกลม” ของบรรดาตัวแทนเยาวชนจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอุษาคเนย์ที่มาร่วม “งานมหกรรมประชาชนอาเซียน” จึงดู “ใหญ่” ขึ้นมาถนัดตา
- หลากนิยามอาเซียน
ไม่เฉพาะแค่ความคิดอ่านที่เกิดจากการบ่มเพาะอันหลากหลายในภูมิภาคอุษาคเนย์ การหล่อหลอมทางสภาพสังคม วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ และสถานการณ์การเมืองภายในประเทศยังส่งผลให้มุมมองของพวกเขาที่มีต่ออาเซียนแตกแขนงออกไปอย่างชัดเจน
มณีจันทร์ (ลาว) : “เสียงของพวกเราทุกคน”
เฟร์ดาวส์ ซูคิฟิ (มาเลเซีย) : “เชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกัน”
เออร์วิน (อินโดนีเซีย) : “อนาคตของคนรุ่นใหม่”
แดง โควลี่ (เวียดนาม) : “อิสระ เสรีภาพ และความสุข”
เช-แอน มาตรีส (ฟิลิปปินส์) : “แม่น้ำโขง ที่ไม่มีวันตาย”
เสรี นาคสัมพันธ์ (ไทย) : “ความหลากหลายของวัฒนธรรม และชาติพันธุ์”
เอียน โซเชท (กัมพูชา) : “ผลประโยชน์”
โดนัลด์สัน ตัน (สิงคโปร์) : “สันติภาพ และการอยู่ดีกินดี สำหรับคนทุกคน”
ออง มาร์ม โอ (พม่า) : “ความหวัง”
เสียงเด็กอาเซียน จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย : ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี
You guys look cool in this pic!