Friends of Burma: Stop the Karen refugee Deportation!
Dear all Friends,
ถึงเพื่อนทุกท่าน
We are darfting the open letter to Thai government related to Karen refugee repatriation at Nong Bua, Tha Song Yang. We are calling for petition from your organizations/ individuals to stop this injustice. After this we will send to the media and take the next step for our movement.
พวเรากำลังร่างจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาลไทยเรื่องการส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยง ที่บ้านหนองบัว อ.ท่าสองยาง เราอยากจะขอเชิญเพื่อนทุกท่านร่วมลงนามทั้งในฐานะองค์กร หรือบุคคล เพื่อหยุดยั้งความอยุติธรรมในครั้งนี้ หลังจากนี้เราจะส่งไปที่สื่อต่างๆ และปฏิบัติการเคลื่อนไหวต่อไป
We have some Thai friends already signed their names here with the attachment and some are on going process. Please also forward to your friends and networks. Thank you very much.
ขณะนี้เรามีเพื่อนไทยบางส่วนที่ร่วมลงนามแล้ว และบางส่วนกำลังอยู่ระหว่างการประสานงาน ขอความกรุณาช่วยส่งให้เพื่อนๆ และเครือข่ายของท่านด้วย ขอบคุณมาก
Let’s show our solidarity again!
ร่วมแสดงความสมานฉันท์ของเราอีกครั้ง!
Peace and Solidarity,
เพื่อสันติภาพและความสมานฉันท์
FoB Team
ทีมงานเพื่อนพม่า
(ร่าง) จดหมายเปิดผนึก
ถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ
กรณีการส่งกลับผู้ลี้ภัยศูนย์ที่พักพิงชั่วคราวบ้านหนองบัว ตำบลแม่อุสุ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก
สืบเนื่องจากการสู้รบระหว่างกองกำลังเคเอ็นยู (Karen National Union) และกองทัพรัฐบาลพม่าร่วมด้วยกองกำลังดีเคบีเอ (Democratic Karen Buddhist Army) เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2552 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงราวเกือบ 3,500 คน ซึ่งจำนวนเกินครึ่งเป็นเด็ก และที่เหลือส่วนใหญ่เป็นหญิงและคนชรา หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก และอาศัยอยู่ในค่ายพักพิงชั่วคราวที่บ้านหนองบัวและอุสุทะ อำเภอท่าสองยางจังหวัดตาก นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุการณ์เป็นต้นมา
ซึ่งเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา พ.อ.นพดล วัชรจิตบวร ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 ได้ประชุมร่วมกันระหว่างทหาร – ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR), ผู้แทนองค์กรช่วยเหลือชาวพม่า (TBBC), ผู้นำชนชาวกะเหรี่ยง สัญชาติพม่า ที่ได้อพยพหนีภัยสงครามเข้ามายังชายแดนไทย เมื่อช่วงกลางปี 2552 ที่บ้านหนองบัว ต.แม่อูสุ อ.ท่าสองยาง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้อพยพชาวกะเหรี่ยง อีกประมาณ 1,500 – 1,600 คน เดินทางกลับพม่าอย่างปลอดภัย หลังจากก่อนหน้านี้ได้เดินทางกลับไปแล้วกว่า 1,300 คน โดยทางการไทยมี ความประสงค์ที่จะส่งผู้ลี้ภัยดังกล่าวกลับโดยมีพื้นฐานของความสมัครใจของผู้ ลี้ภัยเอง ซึ่งการส่งผู้ลี้ภัยกลับภูมิลำเนาในครั้งนี้ได้มีการยืนยันถึงความปลอดภัยและการเคารพสิทธิมนุษยชนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องของไทย
อย่างไรก็ดีได้มีการร้องเรียนจากองค์กรสตรีกะเหรี่ยง (Karen Women Organization) ว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้มีชาวบ้านบางส่วนที่ได้ข้ามกลับไปดูแลสัตว์ เลี้ยงที่ทำกินของตนเองและเหยียบกับระเบิดบาดเจ็บและเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 5 คน ซึ่งทั้งนี้เป็นเด็กชายอาย 13 ปีที่เหยียบระเบิดขาขาดไปเมื่อเดือนสิงหาคม และหญิงมีครรภ์ 8 เดือนที่พึ่งเหยียบกับระเบิดเท้าขาดไปเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านไม่อยากจะข้ามกลับไปเพราะเกรงกลัวอันตรายจากกับระเบิด รวมไปถึงสถานการณ์การสู้รบที่อาจปะทุขึ้นได้อีกตลอดเวลา ซึ่งล่าสุดนี้ได้มีการแจ้งจากทางการ จะมีการส่งกลับผู้อพยพกลับทั้งหมดภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2010โดยเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป
พวก เราในฐานะตัวแทนของกลุ่มประชาสังคมจากภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ นักวิชาการ นักศึกษา นักกิจกรรมทางสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน ศิลปิน นักเขียน และประชาชนไทยทั่วไป มีความห่วงใยอย่างยิ่งในผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาหากมีการส่งกลับผู้ลี้ภัย ดังกล่าว เนื่องจาก ภายใต้สถานการณ์สู้รบและความขัดแย้งในพม่าที่ยังคงดำรงอยู่ ทำให้เรายังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ในความปลอดภัยของผู้ลี้ภัย ภายหลังการส่งกลับสู่ภูมิลำเนาในช่วงเวลาที่ไม่มั่นคงเช่นนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหากับระเบิดจำนวนมากที่ถูกฝังไว้ตามแนวชายแดน ซึ่งไม่มีฝ่ายใดสามารถยืนยันถึงความปลอดภัยได้ ซึ่งถือได้ว่าการส่งกลับผู้ลี้ภัยกลับไปครั้งนี้จะเป็นการการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยไปสู่ภัยประหัตประหารและภัยความตาย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎจารีตระหว่างประเทศว่าด้วยหลักการการไม่ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปสู่อันตราย (non-refoulement principle)
ในเบื้องต้น เราจึงมีข้อเสนอต่อหน่วยงานราชการของไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรยุติการส่งกลับผู้ลี้ภัยทั้งหมดชั่วคราว จนกว่าจะมีผลการตรวจสอบอย่างโปร่งใสด้วยการมีส่วนร่วมของสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(UNHCR) เพื่อ ประกันว่าผู้ที่กลับไป จะไม่ถูกประหัตประหารหรือเสี่ยงภัย เช่น เผชิญกับกับระเบิด ตลอดจนมีกระบวนการตรวจสอบความสมัครใจของผู้ลี้ภัยอย่างแท้จริงก่อนมีกระบวน การส่งกลับอย่างสมศักดิ์ศรี และสอดคล้องกับขั้นตอนปฏิบัติของผู้ลี้ภัยที่ บัญญัติไว้ในกฎบัตรสากลที่เกี่ยวข้องต่อไป
นอกจาก นี้ต้องมีการเปิดพื้นที่ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและการรับรู้ต่อกรณีการส่งกลับผู้ลี้ภัยในครั้งนี้ โดยการเชิญสื่อมวลชนและเปิดรับกลุ่มประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชนและกลุ่มองค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับประเด็นพม่า ที่มีความประสงค์ในการเข้าร่วมสังเกตการณ์การส่งกลับผู้ลี้ภัย ทั้งนี้เพื่อเป็นสักขีพยานต่อความสมัครใจของผู้ลี้ภัยในการกลับภูมิลำเนา รวมถึงการร่วมกันแสวงหามาตรการที่เหมาะสม เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในอนาคต ภายหลังการส่งกลับผู้ลี้ภัย รวมทั้งสร้างเวทีเพื่อระดมการพูดคุยแลกเปลี่ยน ในการแสวงหาทางออกต่อกรณีปัญหาผู้ลี้ภัยในระยะยาว เพื่อกำหนดเป็นแนวทางในการรับรู้และปฏิบัติร่วมกันต่อไป
จาก ข้อเสนอดังกล่าวนี้ เรามีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับการตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยเจตนาเพื่อลดความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกัน และเพื่อแสวงหาความร่วมมือเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป
สุดท้ายนี้ เรามีความเชื่อว่ากระบวนการการมีส่วนร่วม (ร่วม คิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ) จะสามารถสร้างทางออกของกรณีปัญหานี้ร่วมกัน บนตรรกะเหตุผลของการเคารพและยอมรับซึ่งสิทธิศักดิ์ศรีแห่งการมีชีวิตอยู่ของ มนุษย์ทุกผู้คน รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก
ด้วยความเคารพในหลักสิทธิของความเป็นมนุษย์ร่วมกัน
1 กุมภาพันธ์ 2553
บุคคลและองค์กรที่ร่วมลงนาม