Press Conference: Stop Karen Refugees Repatriation

Calling for an immediate halt of forced repatriation of Karen refugees
At Nong Bua and Usuta temporally shelter, Mae Usu, Ta Song Yang district, Tak province

4 February 2010, at 11.00 AM4th floor, Thai Volunteer Service Foundation,
Rachadapisek 14 Bangkok
, Thailand


1. Representative of Karen Women’s Organization (KWO)
2. Mr. Surapong Kongchantuk, Vice-chair of the Human Rights Subcommittee on Ethnic Minorities, the Stateless, Migrant Workers and Displaced Persons; the Lawyers Council of Thailand

Ms. Aphatsorn Sombunwatthanakhun, Friends of Burma and Mr. Surapong Kongchantuk, Vice-chair of the Human Rights Subcommittee on Ethnic Minorities, the Stateless, Migrant Workers and Displaced Persons; the Lawyers Council of Thailand

(สำหรับเพื่อนคนไทย จดหมายเปิดผนึกถึง ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ด้านล่างค่ะ)

(draft) An Open Letter

Attention: Prime Minister of Thailand, Mr. Abhisit Vejjajiva, Chairperson of National Security Council, Minister of Interior and Minister of Foreign Affairs

Subject: Potential forced-repatriation of refugee at the temporary shelter in Ban Nong Bua, Ban Usu Tha, Tambon Mae Usu, Tha Song Yang district, Tak, Thailand

5 February 2010

Your Excellency,

As a result of skirmishes between Karen National Union (KNU) and combined forces of Democratic Karen Buddhist Army (DKBA) and Burmese government in June 2009, more than 3,500 Karen refugees have been forced to seek refuge in the district of Tha Song Yang, Tak, Thailand. More than half of them were children and the rest were women and older persons. They have been staying at the temporary shelters in Nong Bua and Usuta villages in Tha Son Yang since then.

On 27 January 2010, Colonel Nopphadol Wathcharajitboworn, Commander in Chief of Scout Department Special Force 35, called a meeting of the army, United Nations High Commissioner of Refugees (UNHCR), Thai Burma Border Committee (TBBC) and leaders of the Karen asylum seekers being hosted at Nong Bua village, Tambon Mae Usu, Tha Song Yang district. It was aimed to seek ways to push the remaining 1,500-1,600 refugees back to Burma safely. The Thai military claims the repatriation shall be voluntary. They insist that safeguards have been put in place to ensure safety of the returned refugees and compliance with international standards.

But according to Karen Women Organization (KWO)’s recent statement, the area to which the refugees are supposed to return is not at all safe. “In recent months, five refugees from the area have been either injured or killed by landmines when slipping back into Burma to look after livestock they left behind. This included a 13-year-old boy whose leg was blown off in August last year, and a woman who was 8 months pregnant had her foot blown apart on January 18, 2010” read the statement. KWO further confirms that according to their source, the repatriation shall commence on 5 February and by 15 February, all of the refugees must have been pushed back.

As representatives from civil society, academics, students, activists, NGOs, artists and Thai public, we are very concerned about the potential impacts and grave consequences of such repatriation done in haste. As armed conflicts still linger on in Burma, we cannot rest assured the refugees can be safely resettled in their homeland in the near future.

The numerous landmines planted along the border area shall certainly and substantially compromise the refugee’s safety. And forcing refugees back to an area where they might be subjected to fatal persecution constitutes an expulsion and a breach of internationally accepted non-refoulement principle.

Initially, we urge related Thai authorities including the National Security Council, Ministry of Interior and Ministry of Foreign Affairs, to suspend any action to push the refugee back pending genuine participatory and open investigation led by authorities and the United Nations High Commissioner for Refugees (UNHCR) regarding the willingness of the refugees to return to their homeland. Also, concrete measures have to be meted out and implemented to ensure that the refugees return to their homeland safely and with dignity as required by international standards.

To ensure overall transparency and accountability in this matter, concerned civil society organizations, media, NGOs and organizations working on Burma issues, should be consulted regularly. The attempt shall also help to enhance efforts to develop standard procedures concerning voluntary repatriation with an emphasis on safety of the returned refugees.

We look forward to receiving creative and prompt response from concerned authorities and organizations. The more the gaps of communication are bridged, the better the chance for collaboration to solve the problem.

Last but not least, we believe that fully participatory process will take us to mutually agreeable solutions based on the respect of dignity and a right to life of all human beings.

With respect to the principle of rights of human being,

Yours Faithfully,

Signed by the following individuals and organizations:

จดหมายเปิดผนึกถึง ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและระดับสากล

เรื่อง ขอให้ยุติการส่งกลับผู้ลี้ภัยในพื้นที่พักรอชั่วคราวบ้านหนองบัว และบ้านแม่อุสุทะ

ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.หวัดตาก

เรื่อง       ขอให้ยุติการส่งกลับผู้ลี้ภัยศูนย์ที่พักพิงชั่วคราวบ้านหนองบัว ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.หวัดตาก

ถึง           ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและระดับสากล

ตามที่ปรากฏข่าวต่อสาธารณะในกรณีของกองทัพภาคที่ 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะมีการดำเนินการส่งกลับผู้อพยพในพื้นที่พักรอชั่วคราวบ้านหนองบัว และบ้านแม่อุสุทะ ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ทั้งหมด ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 นั้น  พวกเราในฐานะตัวแทนของกลุ่มประชาสังคมจากภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ นักวิชาการ นิสตินักศึกษา นักกิจกรรมทางสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน  ศิลปิน นักเขียน และประชาชนไทยทั่วไป  มีความห่วงใยอย่างยิ่งในผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาหากมีการส่งกลับผู้ลี้ภัยดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาความไม่ปลอดภัยจากกับระเบิด ซึ่งไม่มีฝ่ายใดสามารถยืนยันถึงความปลอดภัยได้  ซึ่งจะถือได้ว่าการส่งกลับผู้ลี้ภัยของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ อาจจะเป็นการการบังคับส่งกลับผู้ลี้ภัยไปสู่ภัยแห่งความตาย อันเป็นการละเมิดกฎจารีตระหว่างประเทศ ว่าด้วยหลักการการไม่ส่งผู้ลี้ภัยกลับไปสู่อันตราย (non- refoulement principle) ตลอดจนมาตรการดังกล่าวนี้ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว  ที่ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมและปัญหาความไม่มั่นคงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ซึ่งมีแนวโน้มเมื่อผู้อพยพเหล่านี้ไม่ได้รับความปลอดภัยหรือถูกคุกคามในพื้นที่ พวกเขาอาจะย้อนกลับเข้ามาประเทศไทยอีกโดยวิธีการอื่นๆ อันจะทำให้เกิดปัญหาทางสังคม ปัญหาค้ามนุษย์ หรือกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายได้ต่อไป

ด้วยความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว พวกเราจึงมีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐบาลไทย  ตลอดจนหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและระดับสากล ดังต่อไปนี้

1.ขอให้รัฐบาลไทยยุติการส่งกลับผู้ลี้ภัยทั้งหมดชั่วคราว จนกว่าจะมีการกระบวนการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบที่โปร่งใส โดยการมีส่วนร่วมของสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน ตัวแทนจากผู้ลี้ภัย ชุมชนท้องถิ่น สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม เพื่อเป็นการรับประกันว่าผู้ที่กลับไป จะไม่ถูกประหัตประหารหรือเสี่ยงภัย เช่น กับระเบิด ตลอดจนมีกระบวนการตรวจสอบความสมัครใจของผู้ลี้ภัยอย่างแท้จริงก่อนมีกระบวน การส่งกลับอย่างสมศักดิ์ศรี และสอดคล้องกับขั้นตอนปฏิบัติของผู้ลี้ภัยที่ บัญญัติไว้ในกฎบัตรสากลที่เกี่ยวข้องต่อไป

2.ขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการไปยังหน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยุติการกระทำอันเป็นการข่มขู่ คุกคาม  หรือสร้างความวิตกกังวลต่อผู้ลี้ภัย จนกว่าการแก้ไขปัญหาโดยกระบวนการมีส่วนร่วมที่ยืนอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของผู้ภัยจะมีหลักประกันจักแล้วเสร็จ

3.ขอให้รัฐบาลมีการเปิดพื้นที่เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและการรับรู้ต่อกรณีการส่งกลับผู้ลี้ภัยในครั้งนี้ โดยการเชิญสื่อมวลชนและเปิดรับกลุ่มประชาสังคม ชุมชนท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชนและกลุ่มองค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับประเด็นพม่า ที่มีความประสงค์ในการเข้าร่วมสังเกตการณ์การส่งกลับผู้ลี้ภัย ทั้งนี้เพื่อเป็นสักขีพยานต่อความสมัครใจของผู้ลี้ภัยในการกลับภูมิลำเนา

4.ขอให้มีการร่วมกันแสวงหามาตรการที่เหมาะสม เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในอนาคต ภายหลังการส่งกลับผู้ลี้ภัย รวมทั้งสร้างเวทีเพื่อระดมการพูดคุยแลกเปลี่ยน ในการแสวงหาทางออกต่อกรณีปัญหาผู้ลี้ภัยในระยะยาว เพื่อกำหนดเป็นแนวทางในการรับรู้และปฏิบัติร่วมกันต่อไป

5.ขอให้หน่วยงานและองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนได้มีการช่วยเหลือและติดตามตรวจสอบให้มีการแก้ไขปัญหาที่ยืนอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชนและความปลอดภัยของผู้ลี้ภัย  ให้ได้รับการปกป้องจนถึงที่สุด

จากข้อเสนอดังกล่าวนี้ เรามีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับการตอบรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยเจตนาเพื่อลดความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกัน และเพื่อแสวงหาความร่วมมือเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป

สุดท้ายนี้ เรามีความเชื่อว่ากระบวนการการมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ จะสร้างทางออกของกรณีปัญหานี้ร่วมกัน บนตรรกะเหตุผลของการเคารพและยอมรับซึ่งสิทธิศักดิ์ศรีแห่งการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ทุกผู้คน  รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก


3 กุมภาพันธ์ 2553

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in: Logo

You are commenting using your account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s