เขียนโดย ธีร์/อันมัย
| เขียนโดย ธีร์/อันมัย |
| วันอาทิตย์ ที่ 7 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 |
| ๑
… ก่อนค่ำวันก่อน ประตูห้องสองบานเปิดกว้าง พัดลมเพดานทุกตัวยังคงหมุน แอร์คอนดินชั่นสองเครื่องยังคง กระหึ่ม ไอเย็นแผ่ซ่านเจือจานออกมานอกห้อง ไฟทุกดวงสว่างไสว เก้าอี้ทุกตัวว่างเปล่า พื้นห้องเกลื่อนด้วยกล่องนม ถุงขนม ถ้วยพลาสติก ทิชชู กระป๋องน้ำอัดลม อาจารย์และนักศึกษาละทิ้งห้องเรียน ไปนานแล้ว แต่ทุกอย่างข้างในห้องยังคงดำรง อยู่ในสภาพเช่นนั้น และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่มีทางเป็นครั้งสุดท้าย
… ๒ … ครึ่งชั่วโมงแล้ว ๑๕ คือ จำนวนนักศึกษาที่เช้าชั้นเรียน ๑๘ คือ คนที่ยังไม่ปรากฏกายในห้องเรียน ตอนเก้าโมงเช้า คนที่มาก่อนบอกว่า พวกเขายังไม่ตื่นนอน ห้องเรียนกำลังรบกวนเวลาพักผ่อนของ คนหนุ่มสาว … ๓ … สองสามปีมานี่ คำตอบจากนักเรียนที่เข้าสอบสัมภาษณ์ เรียนต่อมหาวิทยาลัย ว่างเปล่า นักเรียนไม่มีความรู้ สิ่งที่รู้ไม่ได้ส่อให้เห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติ ในร้อยอาจจะมีเพียง ๕ ที่น่าจะฝากฝันฝากหวังกับพวกเขาได้ แต่มหาวิทยาลัยบ้านนอกหรือจะเป็นที่ มั่นหมายของคนเก่งอย่างนั้น … เด็กทุกวันนี้มีทางเลือกมากมาย เพราะระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมัน เปิดกว้างให้พวกเขา จนทำให้เขากลายเป็นพวกมีโอกาสมาก มายมหาศาล แต่การมีโอกาสก็ไม่ได้หมายความ ว่า ปราศจากวิกฤต … สิ่งหนึ่งที่พบเสมอ ก็คือ เมื่อพวกเขามีโอกาสมากขึ้น ความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้าชะตา กรรมเพียงลำพังของพวกเขาถดถอย หลายคนมาเรียนที่นี่ เพราะใกล้บ้าน หลายคนเลือกสอบเข้าบางคณะเพราะ คะแนนไม่สูง ถามพวกเขาว่า ความฝันของเขาอยู่ที่นี่ไหม คำตอบคือไม่ เมื่อถามทำไมไม่ไล่ตามความฝันสูงสุด ของตัวเองไกลกว่านี้ คำตอบ ก็คือ เอาที่ชัวร์ไว้ก่อน save play ไว้ก่อน หลายคน จบ ม.๖ ไม่รู้แม้แต่ชื่อเมืองหลวงของกัมพูชา แต่นโยบายทำการศึกษาให้เป็นการ ค้าก็พร้อมจะอ้าแขนรับพวกเขามาจับจ่าย และใช้ชีวิตให้หมดเปลืองไปอย่างไม่ รู้สึกรู้สาอะไร … ๔ .. สี่ปีกว่าแล้ว ผมเป็นกรรมกรสอนหนังสือในโรงเพาะ เลี้ยงคนง่อยเปลี้ยในวัยเจริญพันธุ์ เพื่อนอาจารย์บางคนบอกว่า หากคนส่วนใหญ่ที่มาใส่ยูนิฟอร์มนัก ศึกษาตัดสินใจลาออกไปทำมาหากิน ครอบครัว ประเทศชาติ และตัวเขาน่าจะมีอนาคตกว่ามาเสียเวลาเหลาะแหละ เหยาะแหยะในมหาวิทยาลัยตั้งสี่ห้าปี ๔ – ๕ ปีสำหรับคนทำมาหากินนั้น เปลี่ยนหน้าเป็นหลัง สามารถรังสรรค์บันดาลการงานอนาคตได้มหาศาล แต่ ๔ – ๕ ปีของคนที่ไม่มีความฝันมันหมาย ถึงอะไร เพราะลำพังความฝันส่วนตัวยังมืดมัว พร่าเลือน แล้วความฝันสาธารณะล่ะ ? ความหวังที่จะได้เห็นการอุทิศต นเพื่อคนอื่น เราจะยังคงคาดหวังจากพวกได้ไหม ? … ๕ … แล้วยังไง ? ทำไมหรือ ? ไม่รู้สิ “สมอง” กับ “ส้นตีน” อาจจะต้องสัมพันธ์กันมากขึ้นกระมัง เมื่อพวกเขา – คนหนุ่มสาวอยู่ในที่ที่เรียกว่า “สังคมแห่งปัญญา” ก็กลับพบว่า ความมุ่งมั่นเพื่อเอาสติปัญญากลับอ่อนล้าและถดถอย ครั้นเมื่อกลับไปสู่วิถีการผลิตอัน เป็นรากเหง้าของชีวิตพวกเขา ก็พบว่า เขาและเธอกลายเป็นพวกตีนบาง และง่อยเปลี้ย กลัวเสียเหงื่อ ขณะที่ “สำนึกสาธารณะ” คงอยู่ไกลออกไปหลายช่วงตัว ภาพห้องเรียนที่ถูกทิ้งร้างไว้ ขณะที่กระบวนการสูบใช้พลังงานที่มา จากการปล้นชิงจากคนจน ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไร้ประโยชน์ … จะหลงเหลือความหวังใดกับการศึกษา หนุ่มสาวผู้ไฝ่ฝันถึงดวงดาวเพื่อคน อื่น จะมีให้เราฝากฝันกันสักกี่มากน้อยเชียว? —————— ขอบคุณเรื่องราวดีๆ ของ ธีรพล อันมัย http://www.oknation.net/blog/teeanmai |