Youth Media Advocacy Campaign
From the ASEAN People’s Forum 2011
ASEAN YOUTH FORUM 2011 | JAKARTA, INDONESIA
YOUTH DEMAND FOR A SUSTAINABLE, PEOPLE-CENTERED ASEAN COMMUNITY
In the spirit of values, principles and roles set and strengthened during the past ASEAN Youth forums, we, 70 youth representatives from Burma (Myanmar), Cambodia, Indonesia, Lao PDR, Malaysia, the Philippines, Thailand, Vietnam and a youth participant from China (ASEAN +3) have gathered on May 1-2, 2011 in Jakarta, Indonesia for the 4th ASEAN Youth Forum. During this forum, we advanced our advocacies and planned effective ways for meaningful youth engagement in the local, national and regional levels.
We call for the ASEAN to be committed to its people-centered principle by playing a crucial role in realizing improvements and progress in the lives of ASEAN people, especially to fully recognize young people’s rights and issues.
We bear in mind that ASEAN civil society is an important figure in helping ASEAN in accomplishing its mandate, commitment and responsibilities to its people especially the ASEAN youth.
Based on our findings and discussion, we put forward four relevant issues which greatly affect ASEAN youth and need to be addressed by the ASEAN governments: Low quality of education, high unemployment rates, unsustainable environment caused by destructive development project, low quality of public health services. In this light, we are advancing our recommendations for the ASEAN in addressing these issues. Read more…
Words from the Border
by Miss Peace

Since my last trip to visit the disputed area along the Thai – Cambodian border, I have come to realize about many disastrous stories and gain more insight into what is actually happening there. Not only about the damages as a result of confrontation, but about villagers and students who innocently became the victims of this conflict.
These things really made me feel depressed and remorseful for the lives of these people. I also had the opportunity to exchange some view with fellow Khmers, which reflected the same way as the Thais. They would like to ease the conflict and end the violence that brings about destruction on both sides. From group discussions, I also become more aware of what general people think about the soldiers.
Some people see them as sign of violence, but very little realize what these soldiers had gone through in these conflicting conditions. They didn’t choose to leave their family into the unfamiliar land, where they were often being regarded as an outsider. If we can look them with another perspective, to see that these soldiers are merely small pieces on the big chess board – they are not the game players. They are probably not all the causes of violence; in fact, they might actually be a symbol for peace. Today, I can not see peace simply by removing the military force, but rather, by changing the player of the game.
ข้อความจากพื้นที่ชายแดน
โดย นางงามมิตรภาพ
จากการเดินทางไปเยี่ยมพื้นที่ชายแดนไทย-เขมรมานั้น ข้าพเจ้าได้พบเจอเรื่องราวและประสบการณ์ใหม่ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงคราม หรือ เรื่องราวของผู้ประสบภัยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รวมไปถึงเด็กนักเรียนที่ต้องสูญเสียโรงเรียนไปกับแรงระเบิด ภาพเหล่านั้นทำให้ข้าพเจ้าหดหู่ เกิดความสงสารคนในพื้นที่จับใจ และเนื่องจากการเดินทางในครั้งนี้เราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนชาวเขมร ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ความคิดเห็นตรงกัน คือต้องการลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อลดความรุนแรงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งสองฝ่าย
Read more…
ย่ำเยือนแดนไกล สองฝั่งไทย-เขมร

ความรู้สึกแรกของผม คงเป็นความไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ผู้คนและบรรยากาศ แม้จะเคยออกเดินทางไปในหลายพื้นที่ชนบทหรือต่างจังหวัดก็ตาม และในทุกครั้งของวันที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์
การออกเดินทางท่องเที่ยวไปในพื้นที่ที่มีความเจริญไปด้วยวัตถุ แต่ครั้งนี้ได้ออกเดินทางมายังสถานที่แห่งใหม่ที่ไกลออกมาจากเมืองรุ่งเรืองเหล่านั้นดูบ้าง ความรู้สึกจากจิตรใจและความมองเห็นจากสิ่งรอบด้านที่พบก็ดูแปลกไปอีกแบบหนึ่ง
อาการขัดๆ เขินๆ ของผมได้เกิดขึ้นตอนแรกๆ ที่ต้องเดินทางไปกับพี่น้องประเทศกัมพูชา แต่สิ่งที่มาช่วยไว้ได้นั้น เกิดจากความเป็นพี่น้อง ความเป็นกันเอง และความยิ้มแย้มแจ่มใส มีน้ำใจที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ การเสียสละเวลาของนายทหารที่พาคณะของเราเดินแนะนำและเยี่ยมชมสถานที่ที่ประสบเหตุด้วยตนเองตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน
เหตุเกิดที่ชายแดน…
“ภายนอกได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ข้างในมันแตกสลายไปแล้ว ไม่รู้เมื่อไหร่มันจะเหมือนเดิม ถ้าไม่เกิดกับใครก็ไม่รู้สึกหรอก เวลาพ่อมาดูเค้าสร้างบ้าน แกจะไม่ยอมลงจากรถ เพราะยังกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้าน บ้านโดนระเบิดไฟไหม้ไปทั้งหลัง” นางสมถวิล วงศ์ฝัก บ้านภูมิสรอล อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ
ความรู้สึกของฉัน ตั้งแต่เห็นสีหน้าของชาวบ้านที่เล่าเหตุการณ์ การต่อสู้ของไทย-กัมพูชาให้ฟังนั้น ทุกคนล้วนแสดงถึงความเจ็บปวดในขณะที่เล่า
“เมื่อไหร่จะดีกันสักที” แม่เฒ่าในหมู่บ้านภูมิสรอล เอ่ยออกมาขณะที่นั่งคุยกัน คงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ หลายคนบอกว่าไม่อยากอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ อยากออกไปทำงาน ทำนา ออกไปสวนยาง ตอนนี้ยางพาราที่ปลูกไว้กำลังจะได้เวลากรีดแล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น สิ่งทีทำได้คือ การอยู่เฉยๆ รอฟังสัญญาณว่าเมื่อไหร่จะต้องอพยพ
“แค่เสียงปิดประตูรถดัง เสียงไม้หล่น ก็ยังตกใจ เด็กยังมีความหวาดกลัว สภาพจิตใจหลายคนต้องดูแลกันตลอด” คุณครูโรงเรียนบ้านภูมิสรอลวิทยา
Read more…
A Message from Phum Srol
During the month of February over the weekend Thai and Cambodian friends including myself were able to share and donate to the displaced and troubled villagers of the Thailand-Cambodia temple dispute. The areas we were able to visit and assist, including Phum Srol village, Kantharalak district and Sae Prai village, Phu sing district in Si Sa Ket province. We encountered demolished village buildings which included homes, shops and other facilities that were all targeted during the fighting earlier this month.
My personal reflection of the visit was how I endeavored to be an amenable visitor who could bring about a little bit of hope to hearten in the face of adversity during this unpredictable as well as difficult cross-border feud.
เรื่องเล่าจาก…ชายแดนไทยกัมพูชา
เขียนโดย อัปราพร จันทร์ฉาย
23 กุมภาพันธ์ 2554

ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฉันและเพื่อนๆ ทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชาได้มีโอกาสลงพื้นที่เยี่ยมชาวบ้าน ที่บริเวณชายแดนไทยกัมพูชา บ้านภูมิสรอล อ.กันทรลักษณ์ และบ้านแซรไปร* (ใกล้ช่องสะงำ) อ.ภูสิงค์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา
สองวันจากการเดินทางเยี่ยมชาวบ้านในพื้นที่ ฉันไม่ได้ช่วยอะไรชาวบ้านมากนักนอกจากรับฟังและให้กำลังใจในการดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่รุนแรงในพื้นที่ระหว่างสองประเทศที่ไม่รู้ว่าจะยุติเมื่อไหร่ ฉันได้คุยกับชาวบ้าน ญ.คนหนึ่ง ที่อยู่บ้านภูมิสรอล* บ้านของเธอถูกไฟไหม้หมดทั้งหลังเนื่องจากถูกลูกปืนใหญ่จากเหตุการณ์การปะทะกันตรงชายแดนไทยกัมพูชาบริเวณภูมะเขือเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เธอเล่าด้วยน้ำตาอาบแก้มถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและได้พูดวลีหนึ่งว่า “การเยียวยาช่วยเหลือภายนอกเต็มแล้ว เหลือแต่ภายในหัวใจที่แตกสลายไปหมด” มันสะท้อนเข้าไปในหัวใจของฉันผู้ฟังและสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของหญิงชาวบ้านผู้นี้ว่า ถึงแม้ว่าจะได้บ้านหลังใหม่หรือเครื่องอำนวยความสะดวกมากมายเพียงใด ก็ไม่สามารถเยียวยาหัวใจที่แตกสลายได้ “แล้วอะไรหนอที่จะช่วยให้หัวใจที่แตกสลายของหญิงชาวบ้านผู้นี้และชาวบ้านในพื้นที่ทุกคนกลับมาดีได้เหมือนเดิม ถ้าไม่ใช่การหันหน้ามาเจรจาพูดคุยกันตกลงหยุดยิงกันของผู้นำทั้งสองประเทศ โดยเอาประโยชน์สุขของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะประชาชนในพื้นที่มีเสียงเดียวกันคือ ไม่เอาสงคราม NO WAR แต่ผู้นำทั้งสองประเทศหาได้ยินไม่”
ผีเสื้อขยับปีกที่เวียดนาม กับ วิถีแห่งประชาคมอาเซียน
โดย จุลศักดิ์ แก้วกาญจน์ * อาสาสมัครนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
โจทย์ที่ผมได้รับก่อนไปร่วมกิจกรรม ASEAN Youth Forum 2010 ที่ ฮานอย ประเทศเวียดนาม คือทำความเข้าใจเรื่องประชาคมอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นภายใน 5 ปีนับจากนี้
แน่นอน ด้วยความสัตย์ ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริง ในฐานะที่จะเป็นวิถีของอาเซียน ที่ภาคประชาสังคมจะมารวมกันเป็นหนึ่งได้ เพราะเป้าหมายของนโยบายนี้เน้นไปทางเศรษฐกิจร่วมของภูมิภาคมากว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในภูมิภาค

คำว่าประชาคมอาเซียนในความเข้าใจของผมคือ การที่พลเมืองทั้ง 10 ประเทศ มีการแลกเปลี่ยนในมิติของสังคม และ วัฒนธรรม โดยตรง มากกว่ากิจกรรมที่ถูกออกแบบโดยผู้นำรัฐบาลระหว่างประเทศอาเซียน
ผมอาจจะคิดมากไป แต่นี่คือข้อสงสัยสำคัญที่ผมอยากจะหาคำตอบให้ได้
5 ปีสำหรับการสร้างวิถีเอเชียเป็นเรื่องโรแมนติคมาก ถ้าเอาตัวผมเองเป็นมาตราวัด ผมไม่รู้จักเพื่อนร่วมภูมิภาคเลยด้วยซ้ำ
การที่ผมเดินทางไปเวียดนามในครั้งนี้ มีความสำคัญต่อผมมาก ผมไม่เคยมีเพื่อนชาวเวียดนาม ไม่เคยรู้จักว่าคนเวียดนามเป็นอย่างไร มีวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตอย่างไร ลำพังเรื่องราวของชาวเวียดนามผ่านสื่อแขนงต่างๆ ที่รับรู้มากก่อนหน้านี้ ไม่มีความหมายต่อผมเท่าไหร่
เวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผมได้ร่วมกิจกรรมกับเยาวชนจากภูมิภาคเดียวกัน นอกจากจะมีเยาวชนจากประเทศเจ้าภาพแล้ว ผมยังได้ทำความรู้จักกับเยาวชนจากลาว, พม่า, กัมพูชา, อินโดนิเซีย, และฟิลิปปินส์
หนุ่มสาวเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับผีเสื้อหลากหลายสายพันธุ์ ที่กำลังขยับปีกต่างสีของตัวเองอยู่อย่างเงียบๆ และทรงพลัง

สิ่งที่พวกเราพูดกันนอกห้องประชุมที่มุ่งจะทำคำแถลงการณ์ที่ทรงพลังนั้น คือ การพูดถึงวิถีชีวิต ความคิด ความฝัน และตัวตนของแต่ละคน ซึ่งทำให้ผมตระหนักว่า ยิ่งคุยกับพวกเขามากขึ้นเท่าไหร่ ตัวผมยิ่งเล็กลงเรื่อยๆ มีเรื่องมากมายในโลกนี้ที่ผมยังไม่รู้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือความเป็น “ชีวิต” ของคนร่วมภูมิภาคเดียวกัน
การขยับปีกของผีเสื้อมีความหมายแม้ว่าเราจะมองไม่เห็น หรือไม่รู้สึกถึงท่วงทำนองที่มีอยู่ ผมยังคงไม่ให้ความสำคัญของนโยบายกับรัฐบาลอาเซียนเหมือนเคย แต่ยิ่งให้ความสำคัญมากขึ้นสำหรับเส้นทางที่จะเชื่อมต่อความเป็นมนุษย์ในภูมิภาคนี้ให้เป็น “วิถีแห่งอาเซียน” ได้อย่างแท้จริงมากกว่า

หวังว่าการขยับปีกแต่ละครั้งของเหล่าผีเสื้อ จะเป็นการส่งสัญญาณให้คนที่คิดฝันเหมือนกัน มารวมตัวกันเพื่อสร้างอนาคตสำหรับทุกคนในภูมิภาคนี้ได้อย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์
และนี่คือประชาคมอาเซียนที่แท้ ในสายตาและความคิดของผม.



